หน้า: 1/3
..ท่านหญิงอุมมุ ซะละมะฮฺ..
ท่านทราบไหมว่า อุมมุ ซะละมะฮฺคือใคร? บิดาของนางเป็นหัวหน้าเผ่า "บะนีมัคซูม" เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ใจบุญของชาวอาหรับ เป็นที่โจทย์ขานกันว่าเป็น "ซาดุรรอกิบ"
หรือเสบียงแห่งกองคาราวาน เพราะเมื่อกองคาราวานใดที่แวะพักที่บ้านของเขาหรือมีเขาร่วมเดินทางไปด้วย ก็จะได้รับการบรรทุกเสบียงจนเต็มเปี่ยมสามีของนางคืออับดุลลอฮฺ
บิน อับดิลอะซัด เป็นหนึ่งในจำนวนสิบคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ไม่มีผู้ใดรับอิสลามก่อนเขา นอกจากท่านอบูบักรฺ อัศศิดดิ๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ และอีกไม่กี่คนซึ่งมีจำนวน
น้อยกว่านิ้วมือทั้งสองข้างเสียอีก
ชื่อจริงของนางคือ "ฮินดฺ" และมีฉายานามว่า "อุมมุ ซะละมะฮฺ" ต่อมาใครๆก็เรียกนางว่า อุมมุซะละมะฮฺ จนติดปาก อุมมุซะละมะฮฺเข้ารับอิสลามพร้อมกับสามี และเป็นหนึ่ง
ในกลุ่มผู้รับนับถือศาสนาอิสลามกลุ่มแรกเมื่อมีข่าวการรับนับถือศาสนาอิสลามของ อุมมุซะละมะฮฺและสามีแพร่สะพัดออกไปพวกกุเรชก็เริ่มคัดค้าน กลั่นแกล้ง รังแก ซึ่งหากจะเปรียบ
เทียบเป็นเช่นหินผา ก็คงต้องแตกกระจายเพราะไม่สามารถทนทานได้
ทั้งนี้ก็เพราะชาวกุเรชไม่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นแต่ความเดือดร้อนนั้นก็หาได้ทำให้ทั้งสองสะทกสะท้านไม่เมื่อพวก กุเรช ทวีความรุนแรงหนักข้อยิ่งขึ้น ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงอนุมัติให้บรรดาศอหะบะฮฺอพยพไปยัง "ฮะบะซะฮฺ" หรือเอธิโอเปียในปัจจุบันนี้และอุมมุซะละมะฮฺกับสามีก็ได้ร่วมอพยพไปด้วยทั้งสองต้องอพยพ
ไปอยู่ในดินแดนของคนแปลกหน้าต้องละทิ้งบ้านเรือนใหญ่โตรโหฐานที่มักกะฮฺทิ้งเกียรติยศอันสูงส่งและตระกูลทีประเสริฐไว้เบื้องหลัง เพราะต้องการรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ต้อง
การเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ว่าทั้งสองจะได้รับการคุ้มครองจากท่าน "นะญาซีย์" กษัตริย์แห่งเมืองฮะบะซะฮฺในขณะนั้นก็ตาม (ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานเขาในสรวงสวรรค์ด้วย อามีน) แต่พวกเขาก็ยัง
คงคิดถึง "มักกะฮฺ" ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อัลลอฮฺทรงประทาน "วะฮีย์" ลงมาและเป็นสถานที่ที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พำนักอยู่ ซึ่งตัวของนางและสามีได้รับแนวทางอัน
ถูกต้องเอาไว้
ต่อมาบรรดามุสลิมที่อพยพมาอยู่เมือง "ฮะบะซะฮฺ" ได้รับข่าวว่ามีมุสลิมจำนวนมากยิ่งขึ้นในมักกะฮฺและแน่นอนเหลือเกินในการเข้ารับอิสลามของท่าน "ฮัมซะฮฺ บิน
อับดุลมุฎฎอลิบ" และท่าน "อุมัรอิบนิลค็อฎฎ็อบ" ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา นั้นจะต้องเพิ่มความเข้มแข็งให้พวกเขา และยับยั้งพวก กุเรชให้เลิกรังแกลงได้แน่ๆ ดังนั้นจึงมีกลุ่มหนึ่งกลับมา
"มักกะฮฺ" ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่สุดพวกเขาอยากจะกลับมาอยู่ใกล้ชิดกับท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและอุมมุซะละมะฮฺและสามีก็ได้เดินทางกลับมาด้วย
ครั้นเมื่อมาถึง "มักกะฮฺ" สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้เห็นว่าข้อมูลจากข่าวที่ได้รับนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการตื่นตัวของพี่น้องมุสลิมภายหลังจากที่ท่านฮัมซะฮฺ และท่านอุมัร
ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เข้ารับอิสลามนั้นยิ่งทำให้พวกกุเรชกลั่นแกล้งมุสลิมหนักข้อยิ่งขึ้นอีกพวกมุชริกีนยิ่งก่อเหตุวุ่นวาย ด้วยการจับมุสลิมไปทรมานเขย่าขวัญรังแกทำร้ายต่างๆนานาชนิด
ที่พวกเขาไม่เคยประสบมาก่อนเลย
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงอนุมัติให้บรรดาศอหะบะฮฺของท่านอพยพไป "มะดีนะฮฺ" อุมมุซะละมะฮฺและสามีต่างก็ตั้งใจเด็ดเดี่ยว
ว่าจะต้องอพยพอีกครั้งเพื่อให้พ้นศาสนาดั้งเดิมและเพื่อให้พ้นจากการคุกคามของพวก กุเรชการอพยพของอุมุซะละมะฮฺและสามีไม่สะดวกง่ายดายอย่างที่คิด แต่มันลำบากยากเย็น
ขมขื่นต้องประสบกับความชั่วร้ายนานับประการ ซึ่งในเรื่องนี้เราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "อุมมุซะละมะฮฺ" เป็นผู้เล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับนางด้วยตนเอง เพราะนางมีความรู้สึก
อันล้ำลึก และมีมโนภาพที่ละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ที่ประสบมากับนางเอง
นางได้เล่าไว้ว่า เมื่อบิดาของซะละมะฮฺ คือสามีของนางมั่นใจว่าจะต้องออกเดินทางไปมะดีนะฮฺเขาจึงตระเตรียมอูฐตัวหนึ่งไว้สำหรับฉัน เขาส่งฉันกับลูกซะละมะฮฺขึ้นหลังอูฐ
และเขาก็ออกเดินจูงอูฐไปเรื่อยๆ โดยไม่เหลียวหลัง แต่ก่อนที่เราจะออกไปพ้นเขตมักกะฮฺ เรามองเห็นชายฉกรรจ์ หลายคนซึ่งมาจากเผ่าของฉันคือ "บนีมัคซูม" พวกเขาขัดขวาง
เราไว้และอบูซะละมะฮฺก็พูดขึ้นว่า
"แม้ว่าตัวของเจ้าจะชนะเรา แต่มันเป็นกงการอะไรของเจ้ากับผู้หญิงผู้นี้ด้วยเล่า?"
พวกเขาตอบว่า
"นางเป็นลูกของเรา เหตุไฉนเราจะปล่อยให้เจ้านำพานางไปจากเรา เพื่อออกเดินทางไปต่างแดน?"
และแล้วพวกนั้นก็กระโดดเข้ามาหาเขา (สามีของอุมมุซะละมะฮฺ ) และแย่งชิงฉันไปจากเขา ส่วนพรรคพวกสามีของฉัน คือ "บนีอับดิลอะซัด" เมื่อทราบข่าวว่า "บนีมัคซูม"
จับตัวฉันและบุตรไปแล้ว พวกเขาก็โกรธมาก และกล่าวสาบานว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เราจะไม่ปล่อยให้เจ้า เด็กน้อย หมายถึง "ซะละมะฮฺ" อยู่กับมารดาของเขาหมายถึง
อุมมุซะละมะฮฺ ซึ่งเป็นพวกของเจ้าหลังจากที่พวกเจ้ายื้อแย่งนางไปจากพวกของเรา ดังนั้นซะละมะฮฺคือลูกของเรา พวกเรามีสิทธิ์ในตัวเขายิ่งกว่าผู้อื่น และแล้วพวก "บนีอับดิลอะซัด"
ก็ลากเอาลูกของฉันไปกับเขา ในที่สุดพวกเขาก็แกะมือของลูกซะละมะฮฺ ออกจากอ้อมอกของฉัน และพาเอาตัวไปต่อหน้าต่อตา