หน้า: 1/2
...ท่านอุมมิ อิมาเราะฮฺ...
เราขอเสนอประวัติของนักรบสตรีที่ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์อย่างน่าภาคภูมิใจยิ่งท่านจะได้รับฟังประวัติของสตรีมุสลิมที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ในสมัยของ
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นางคือ อุมมิ อิมาเราะฮฺ มีนามเดิมว่า นะซีบะฮฺ บินติ กะอับ อัลอันซอรียะฮฺ
นางเป็นชาวนครมะดีนะฮฺ นะซีบะฮฺ และ ซัยดฺ อิบนิฮาซิม ผู้เป็นสามีกับบุตรชายอีกสองคนคือ ฮะบี๊บ และ อับดุลลอฮฺ ได้เข้ารับ นับถือศาสนาอิสลามก่อนที่ท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอพยพจากนครมักกะฮฺ ไปยังนครมะดีนะฮฺ และนาซีบะฮฺได้ร่วมไปกับคณะผู้แทนชาวมะดีนะฮฺ เมื่อคราวไปประกอบพิธีฮัจญ์ด้วยผู้หนึ่ง
ที่มักกะฮฺนางได้มีโอกาสพบกับ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นางมีความซาบซึ้งใน คำเรียกร้องของท่านนบีแล้วเกิดศรัทธา จึงได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
และได้ร่วมให้สัตยาบันไว้ กับท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อกลับมาถึงนครอัลมะดีนะฮฺ นางก็เริ่มทำหน้าที่เรียกร้องสตรีชาวมะดีนะฮฺให้มาสู่อิสลาม
นางได้ตระเวณไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอนสัจจธรรมแห่งอิสลาม จึงนับได้ว่านางเป็นสตรีนักเผยแผ่ อิสลามผู้หนึ่ง นะซีบะฮฺ ให้รู้สึกยินดีเป็นที่สุด เมื่อได้ทราบว่าท่านรอซูลุลลอฮฺ
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอพยพ มายังนครมะดีนะฮฺ เพราะนางจะได้เห็นและฟังคำประกาศแห่งสัจจธรรมจากท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทุกวันอย่างใกล้ชิด
เมื่อคราวสงครามอุฮุด นะซีบะฮฺได้ทราบข่าวว่าพวกกุฟฟารมักกะฮฺ ยกกองทัพจะมาตีนครมะดีนะฮฺ นางจึงพูดกับสามีและบุตรทั้งสองว่า
" บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องออกรบเพื่อป้องกันศาสนาของอัลลอฮฺไว้ "
สามีของนางก็ยอมรับว่า
" ใช่แล้ว นะซีบะฮฺเอ๋ย ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อป้องกันศาสนาของอัลลอฮฺ เธอช่วยตระเตรียมอาวุธของฉันไว้ให้ด้วย "
ฝ่ายบุตรทั้งสองคือ ฮะบี๊บ และ อับดุลลอฮฺ ก็พูดขึ้นว่า
" ครับ คุณแม่ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำการญิฮาด(ต่อสู้) เพื่อป้องกันศาสนาของอัลลอฮฺ คุณแม่ช่วยจัดหาอาวุธของลูกเตรียมไว้ให้พร้อมด้วย "
นะซีบะฮฺจึงพูดขึ้นว่า
" ฉันได้เตรียมอาวุธของเธอและลูกๆพร้อมทั้งของฉันไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะการญิฮาด เป็นฟัรฎูหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิง "
ขณะที่การรบเริ่มที่ภูเขาอุฮุด ระหว่างทหารมุสลิมีนกับศัตรูกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดอยู่นั้น นะซีบะฮฺจะวิ่งวุ่นอยู่กับการแบกภาชนะใส่น้ำรินให้ทหารมุสลิมีนที่กระหาย
น้ำและช่วยพยาบาล ทหารที่บาดเจ็บ พลางปากก็เปล่งเสียงปลุกใจให้ฝ่ายมุสลิมีนยืนหยัดต่อสู้ศัตรูต่อไป การรบทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ศัตรูกำลังได้เปรียบ ฝ่ายมุสลิมีน
ต้องถอยร่นคุมกระบวนไม่ติด มีท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กับสาวกส่วนน้อยเท่านั้นที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่กับฝ่ายมุชริก ศัตรูได้เห็นโอกาสซึ่งรอคอยมานานมาถึงแล้ว
จึงเร่งจะสังหารท่านรอซูลุลลอฮฺเสีย
ดังนั้น ทหารฝ่าย มุชริกีนหมู่หนึ่งได้มุ่งตรงมายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หมายจะสังหารเสียให้ได้ เมื่อนะซีบะฮฺเหลือบเห็น ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยืนหยัดต่อสู้อยู่ท่ามกลางหมู่ศัตรู ผู้มุ่งร้ายอย่างห้าวหาญเด็ดเดี่ยว เห็นดาบของศัตรูกวัดแกว่งฉวัดเฉวียนอยู่รอบตัว ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นลูกศรลูกธนูพุ่งมาสู่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อยู่รอบทิศ นะซีบะฮฺเห็นเข้าเช่นนั้นจึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า
" โอ้ ช่วยท่านมูฮัมมัดด้วย " พลางนางก็คว้าดาบกำมั่นไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งฉวยธนูพาดบ่าบุกฝ่าเข้าไปในแนวรบ มือที่ถือดาบ ก็ฝ่าฟันศัตรูที่มุ่งหน้าไปยัง
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่ออยู่ห่างออกมาก็ใช้ธนูยิงสู้ศัตรูกลับไป นางต่อสู้ป้องกันท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไว้ด้วยความสามารถ
พวกมุชริกีนต้องประสบกับความยุ่งยากลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมาพบกับ นักรบสตรีที่ห้าวหาญเช่นนี้เข้า จึงมุ่งเข้าหานางเพื่อจะสังหารเสีย จนนางต้องเพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรู
ถูกดาบฟันที่บ่าเลือดไหลโทรมกาย สิ้นสติล้มลง เมื่อการรบสิ้นสุดลงแล้ว ทหารฝ่ายมุสลิมีนก็ทยอยกลับมาสู่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และช่วยตรวจดูพรรคพวก
ที่บาดเจ็บและล้มตายก็พบ นะซีบะฮฺนอนหายใจระรวยอยู่ เลือดที่บาดแผล ยังไหลซึม จึงมีเสียงกระซิบว่า
" นะซีบะฮฺเอ๋ย เธอเป็นอย่างไรบ้าง เธอถูกอาวุธบาดเจ็บที่ตรงไหนบ้าง? "
นางกลับย้อนถามว่า
" ช่วยบอกข่าวคราวของท่านรอซูลลุลลอฮฺให้ฉันฟังด้วย อัลลอฮฺได้คุ้มครองท่านให้พ้นจากดาบ ของศัตรูและท่านปลอดภัยแล้วใช่ไหม? "